บทความ

ไข้รำมะนาด (Scrub Typhus)
โรคจากไรอ่อนในป่าที่ไม่ควรมองข้าม

เผยแพร่เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2569

ไข้รำมะนาด (Scrub Typhus)</br>โรคจากไรอ่อนในป่าที่ไม่ควรมองข้าม

ไข้รำมะนาด หรือ โรคไทฟัสในป่า (Scrub typhus) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Orientia tsutsugamushi ซึ่งแพร่สู่คนผ่านการกัดของ “ไรอ่อน” (chiggers) ซึ่งเป็นตัวอ่อนของไรในวงศ์ Trombiculidae ที่อาศัยอยู่บนสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก เช่น หนู ปลวก หรือสัตว์ป่าอื่นๆ รวมถึงอาศัยอยู่ในดินและพืชคลุมดินในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า หรือสวนยางพารา

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์เมื่อไรอ่อนที่มีเชื้อกัดและดูดเลือด โดยไรอ่อนเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมักซ่อนอยู่ในหญ้ารกหรือใบไม้หนาแน่น ทำให้ผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ที่มีพืชคลุมหนาแน่นมีโอกาสสัมผัสได้ง่ายมาก

  • ไรอ่อน (chigger mites) จะกัดและดูดเลือดจากคน ทำให้เชื้อ Orientia tsutsugamushi เข้าสู่ร่างกาย
  • เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะกระจายไปตามกระแสเลือดและทำให้เกิดอาการอักเสบของหลอดเลือดทั่วร่างกาย

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อสูง

ผู้ที่มีพฤติกรรมหรืออาชีพที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเป็นประจำ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้รำมะนาด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ไรอ่อนเจริญเติบโตได้ดี ได้แก่:

  1. เกษตรกรและคนทำสวน
    • ผู้ที่ทำงานในไร่ นา สวนยางพารา หรือสวนผลไม้ ซึ่งมักต้องเดินลุยหญ้ารกหรือดินเปียก
    • การนั่งพักหรือทำงานในพื้นดินโดยไม่สวมเสื้อผ้าปกปิดเพียงพอเพิ่มความเสี่ยงสูง
  2. คนงานป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน และนักล่าสัตว์
    • ผู้ที่เข้าไปทำงานหรือพักค้างคืนในป่าหรือภูเขา ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของไรอ่อนและสัตว์ฟันแทะ
  3. ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ทุรกันดาร
    • มักต้องตั้งแคมป์ พักแรม หรือปฏิบัติงานในพื้นที่ป่าเป็นเวลานาน
  4. นักเดินป่า นักท่องเที่ยว และผู้ตั้งแคมป์กลางธรรมชาติ (Trekkers / Campers)
    • กลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแต่ไม่รู้จักวิธีป้องกัน เช่น นั่งพักบนพื้นหญ้าโดยไม่ปูเสื่อหรือสวมถุงเท้า
  5. แรงงานชั่วคราวหรือผู้พักอาศัยใกล้ป่าหรือสวนเกษตร
    • โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้แนวป่าหรือเชิงเขา ซึ่งมีการเลี้ยงสัตว์หรือกองขยะที่ดึงดูดหนูเข้ามา
  6. นักวิจัยภาคสนามและนักศึกษาที่เก็บตัวอย่างในพื้นที่ธรรมชาติ
    • กลุ่มนี้อาจไม่ใช่ผู้มีอาชีพป่าไม้โดยตรง แต่มีความเสี่ยงเนื่องจากการสัมผัสพืช ดิน และสัตว์ป่าในการเก็บตัวอย่าง

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ

  • ฤดูฝนและฤดูปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่ไรอ่อนพบมากที่สุด เนื่องจากความชื้นในดินและอุณหภูมิเอื้อต่อการเจริญเติบโต
  • พื้นที่ที่มีสัตว์ฟันแทะหนาแน่น เช่น คอกสัตว์ โรงเก็บของ หรือยุ้งข้าว
  • สภาพพื้นที่ชื้นและไม่สะอาด ซึ่งเป็นที่อาศัยของไรอ่อน
  • การนอนบนพื้นดินโดยไม่มีฉากกั้นหรือเสื่อรอง ทำให้ไรอ่อนสามารถไต่ขึ้นมากัดผิวหนังได้ง่าย

พื้นที่ที่พบการระบาดในประเทศไทย

ในประเทศไทย ไข้รำมะนาด มักพบในพื้นที่ภูเขาและป่ารก รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่มีหญ้ารกหรือใบไม้หนา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ไรอ่อนเจริญเติบโตได้ดี พื้นที่ที่มักพบการระบาดบ่อย ได้แก่:

  1. ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน (พบมากในกลุ่มเกษตรกร คนงานไร่ชา และเจ้าหน้าที่ป่าไม้)
  2. ภาคตะวันตกและภาคใต้: ตาก กาญจนบุรี นราธิวาส ยะลา พัทลุง (พบในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนและสวนยางพารา)
  3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: พบผู้ป่วยในจังหวัดเลย ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยเฉพาะในพื้นที่ทำไร่และฟาร์มสัตว์

อาการของโรคไข้รำมะนาด

ผู้ติดเชื้อมักเริ่มมีอาการภายใน 6-21 วันหลังถูกไรอ่อนกัด อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • มีผื่นขึ้นตามลำตัว แขน ขา
  • พบ จุดดำ (Eschar) ที่ตำแหน่งถูกไรอ่อนกัด ซึ่งเป็นแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้ (ถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรค)
  • หากไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือไตวาย

การรักษา

  • รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Doxycycline หรือ Azithromycin ตามคำแนะนำของแพทย์
  • หากได้รับการรักษาเร็ว มักหายได้ภายใน 1 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยควรพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการกลับเข้าพื้นที่เสี่ยงจนกว่าจะหายสนิท

การป้องกันตนเองจากไข้รำมะนาด

1. ป้องกันการถูกไรอ่อนกัด

  • สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงเท้า และรองเท้าหุ้มส้นเมื่อเข้าไปในป่า
  • ทายากันแมลงที่มีส่วนผสมของ DEET, permethrin หรือ picaridin บริเวณข้อเท้า ขา และเอว
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นหญ้าหรือดินโดยตรง

2. จัดการสิ่งแวดล้อมรอบบ้านและพื้นที่ทำงาน

  • ตัดหญ้าและพุ่มไม้รอบบริเวณที่อยู่อาศัยให้เตียน
  • กำจัดหนูหรือสัตว์ฟันแทะซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของไรอ่อน
  • เก็บเศษใบไม้และวัชพืชรอบบ้าน

3. เฝ้าระวังอาการหลังเข้าพื้นที่ป่า

  • หากมีไข้และผื่นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากไปป่าหรือทำไร่ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสพื้นที่เสี่ยง

การควบคุมไรอ่อนด้วยสารเคมี

กลุ่มสารเคมีที่ใช้ในการควบคุมไร ได้แก่ ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (Synthetic Pyrethroids) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยต่อคนเมื่อใช้ในปริมาณที่กำหนด

ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้:

  • Permethrin: ใช้พ่นตามพื้นหญ้าและเสื้อผ้า
  • Cypermethrin: ใช้พ่นรอบพื้นที่พักหรือบ้าน
  • Deltamethrin: ใช้ในรูปแบบสเปรย์หรือพ่นในพื้นที่ป่า

คุณสมบัติของสารเคมีควบคุมไร:

  • มีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าหรือขับไล่แมลง
  • ใช้ในปริมาณน้อยแต่ให้ผลยาวนาน
  • ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

ข้อควรระวังในการใช้สารเคมี:

  • สวมถุงมือและหน้ากากขณะพ่นสาร
  • หลีกเลี่ยงการพ่นในพื้นที่มีอาหารหรือสัตว์เลี้ยง
  • เก็บสารเคมีให้พ้นมือเด็ก

© 2026 สมาคมฆ่าเชื้อและเสริมสุขอนามัยไทย (TDHA). สงวนสิทธิ์เฉพาะ TDHA.