ในช่วงที่ผ่านมา โรคฮันตาไวรัส (Hantavirus) ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานการสอบสวนผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ และการศึกษาบางกรณีที่ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อจากคนสู่คน
แม้ว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่ทั่วโลกยังคงมีต้นตอหลักมาจากสัตว์ฟันแทะ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โรคจากหนูที่หลายคนมองว่าอยู่ไกลตัว อาจกลายเป็นความเสี่ยงในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมากได้เช่นกัน
โรคฮันตาไวรัสเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ เชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนู และแพร่กระจายสู่มนุษย์ผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ แม้โรคนี้จะพบไม่บ่อยในประเทศไทย แต่ถือเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจและไตได้
ตัวก่อโรคและการแพร่กระจาย
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Hantavirus ซึ่งอาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด โดยเฉพาะหนูบ้านและหนูนา เชื้อจะถูกขับออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนู
เมื่อสิ่งขับถ่ายเหล่านี้แห้ง อาจกลายเป็น ฝุ่นละอองปนเปื้อนเชื้อในอากาศ และเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการหายใจ นอกจากนี้ การสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการถูกหนูกัด ก็อาจเป็นช่องทางของการติดเชื้อได้เช่นกัน โรคนี้มักเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีหนูชุกชุม หรือมีการสะสมของฝุ่น เศษวัสดุ และสิ่งสกปรกเป็นเวลานาน
พื้นที่เสี่ยงและการพบการระบาด
พื้นที่เสี่ยงของโรคฮันตาไวรัสมักเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีสัตว์ฟันแทะอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น โกดังเก็บสินค้า โรงงานเก่า หรือพื้นที่ปิดที่ขาดการทำความสะอาดเป็นเวลานาน รวมถึงพื้นที่ที่มีการสะสมของฝุ่น เศษวัสดุ และอาหาร ซึ่งเอื้อต่อการอาศัยและแพร่พันธุ์ของหนู
ในประเทศไทย แม้จะพบรายงานผู้ป่วยไม่มากเมื่อเทียบกับบางประเทศในเอเชียและอเมริกา แต่สภาพอากาศร้อนชื้นและปัญหาหนูในชุมชนยังถือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะในพื้นที่โรงงานหรือสถานประกอบการของลูกค้าที่มีการจัดเก็บวัตถุดิบ อาหาร หรือสินค้าเป็นจำนวนมาก หากขาดการจัดการสุขาภิบาลที่เหมาะสม อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของสัตว์ฟันแทะและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อได้ในระยะยาว
อาการของโรคฮันตาไวรัส
อาการของโรคในระยะแรกมักคล้ายไข้ทั่วไป ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้:
- ไข้สูง ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้
แต่ในบางราย อาการอาจลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและระบบไต ผู้ป่วยอาจมี อาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ผลกระทบต่อชุมชนและสถานประกอบการ
แม้โรคฮันตาไวรัสจะไม่พบการระบาดบ่อย แต่การพบหนูจำนวนมากในพื้นที่ทำงาน โรงงาน หรือคลังสินค้า ถือเป็น ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่สำคัญ เพราะนอกจากจะเพิ่มโอกาสการปนเปื้อนเชื้อแล้ว ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานและภาพลักษณ์ของสถานประกอบการอีกด้วย
ในหลายพื้นที่ ปัญหาหนูมักเกิดร่วมกับการสะสมของฝุ่น เศษวัสดุ และอาหารตกค้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของสัตว์ฟันแทะ หากไม่มีการจัดการอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคจากหนูในระยะยาว
การป้องกันและควบคุมสัตว์ฟันแทะ
การป้องกันโรคฮันตาไวรัสจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมหนูและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป:
- ทำความสะอาดพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ลดการสะสมของฝุ่นและเศษวัสดุ
- จัดเก็บอาหารและวัตถุดิบให้มิดชิด
- ปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้าอาคารได้
⚠️ ข้อควรระวังในการทำความสะอาด: ในกรณีที่ต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนูหรือฝุ่นสะสม ควรหลีกเลี่ยงการกวาดแห้ง เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจายในอากาศ ควรใช้วิธีพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนทำความสะอาด และสวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเสมอ
สารเคมีและการควบคุมหนูโดยผู้เชี่ยวชาญ
การควบคุมหนูอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมสัตว์พาหะอย่างเหมาะสม เช่น การวางเหยื่อกำจัดหนู การใช้กรงดักจับ และการสำรวจจุดเสี่ยงภายในอาคารหรือพื้นที่เก็บสินค้า
Bug Solution: ยกระดับมาตรฐานการควบคุมสัตว์พาหะ
ให้บริการควบคุมหนูและสัตว์พาหะแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งโรงงาน โกดัง พื้นที่เกษตร และชุมชน โดยดำเนินงานตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การวางแผนควบคุม การโรยเหยื่อและวางกรงดักจับ ไปจนถึงการให้คำแนะนำด้านสุขาภิบาล
ดำเนินการโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคและป้องกันปัญหาการระบาดซ้ำในระยะยาว
© 2026 สมาคมฆ่าเชื้อและเสริมสุขอนามัยไทย (TDHA). สงวนสิทธิ์เฉพาะ TDHA.

